บริหารร้านกาแฟอย่างไรให้ยั่งยืน

บริหารร้านกาแฟอย่างไรให้ยั่งยืน

มีผู้กล่าวว่า บริหารอะไรที่ว่ายากบริหารคนยากที่สุด เพราะคนมีความซับซ้อนละเอียดอ่อนกว่าสิ่งอื่น ในร้านกาแฟก็เช่นกัน หากทุกสิ่งเรียบร้อยดี กาแฟและอาหารก็อร่อยดี แต่พนักงานบริการไม่ประทับใจเลยก็ยากที่ลูกค้าจะกลับมาใช้บริการอีก ธุรกิจนี้มีส่วนผสมของการบริการด้วย อย่างร้านกาแฟญี่ปุ่นเขาบอกมาเลยว่ามาตรฐานหนึ่ง ที่ต้องมีคือ s

s คือ Service ต้องมีการบริการที่ประทับใจลูกค้า พนักงานทุกคน ต้องสปีด สมาร์ต สไมล์ คือบริการรวดเร็ว สง่างาม แล้วก็ยิ้มแย้มแจ่มใส พนักงานทุกคนจะต้องได้มาตรฐานในเรื่องการบริการ

  • เข้าใจวัฒนธรรมกาแฟ

การทําให้พนักงานมีมาตรฐานในเรื่องบริการนั้นต้องใช้หลายวิธีการ โดยควรเริ่มต้นจากการฝึกให้พนักงานมีความเข้าใจเกี่ยวกับกาแฟ เช่น ทําไมคนเราต้องดื่มกาแฟ ต้องอธิบายให้พนักงานเข้าใจว่าคนบางคนไม่ได้ดื่มกาแฟเพื่อกระตุ้นให้ตัวเองตื่นตัวเท่านั้น แต่กาแฟคือวิถีชีวิต กาแฟคือวัฒนธรรม การดื่มกาแฟคือการผ่อนคลาย เป็นชั่วโมงแห่งการพักผ่อน เพราะฉะนั้นเวลาที่ลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน ลูกค้าต้องการความสบายใจ ต้องการบรรยากาศที่รื่นรมย์ ซึ่งร้านกาแฟต้องสามารถตอบสนองความต้องการนี้ของลูกค้าได้ด้วย นอกเหนือไปจากกาแฟหอมอร่อยรสชาติดีที่ลูกค้าต้องได้อยู่แล้ว เพื่อให้พนักงานเข้าใจมากขึ้นเราอาจฝึกพนักงานโดยใช้สถานการณ์จําลอง คือให้พนักงานเข้ามาในร้านในฐานะลูกค้ามาสั่งกาแฟ สั่งอาหารนั่งละเลียดบรรยากาศ เพื่อให้พนักงานได้เข้าใจความรู้สึกของลูกค้าอย่างแท้จริง ให้พนักงานเข้าใจว่ากาแฟคือไลฟ์สไตล์ ดังนั้นเราต้องเข้าใจไลฟ์สไตล์ของลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเพื่อสร้างบริการที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของลูกค้า

  • มีความรู้เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟ

เมื่อเข้าใจเกี่ยวกับกาแฟที่นอกเหนือไปจากการเป็นเครื่องดื่มแล้ว พนักงานต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องกาแฟในทุกๆด้าน รู้จักเมล็ดพันธุ์กาแฟ ทั้งกาแฟดิบและกาแฟที่คั่วแล้ว รู้จักรสชาติของกาแฟแต่ละชนิดและเชี่ยวชาญในเทคนิคการชงกาแฟ เรื่องความรู้ความชํานาญในการชงกาแฟนี้บางครั้งต้องอาศัยประสบการณ์ แต่คิดว่าหากเราปูพื้นฐานให้กับพนักงานได้ดี พนักงานจะเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น ความผิดพลาดในการทํางานก็จะน้อยลง

  • ทํางานด้วยใจรัก

บางคนอาจมีแนวคิดว่า ไม่ควรสอนพนักงานให้รู้ทุกเรื่อง เพราะถ้าเขาลาออกไปทํางานให้ร้านคู่แข่ง ร้านคู่แข่งก็จะได้พนักงานที่เชี่ยวชาญไปทํางานแบบฟรีๆ แต่คิดว่าหากเราดูแลพนักงานด้วยความซื่อสัตย์ยุติธรรม อัตราการลาออกและเปลี่ยนงานก็จะน้อยลงไปเอง การปลูกฝังให้พนักงานทํางานด้วยใจรักเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่เราจะทําให้พนักงานรักการทํางานในร้าน เพราะเขาไม่ใช่เจ้าของร้าน เขาเป็นแค่พนักงาน ดังนั้นต้องสร้างความรู้สึกของการมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของร้าน เช่น ถ้าเขาลาหายไป 2-3 วัน แล้วมีลูกค้ามาถามถึง เราก็ต้องบอกกับพนักงานว่ามีลูกค้าถามถึงนะ การที่ได้รู้ว่าตนเองมีความสําคัญ เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของร้าน รู้สึกว่าถ้าเขาหายไปร้านก็เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง คนทุกคนต้องการได้รับการยอมรับและการที่คนอื่นเห็นความสําคัญของตน

 

 

  • สร้างแรงจูงใจในการทํางาน

วิธีการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานอยากทํางานอย่างหลากหลายมาก เช่น ให้ทุกคนพยายามขายชุดโปรโมชั่น ด้วยการให้รางวัลสําหรับคนที่ได้รับออร์เดอร์ชุดโปรโมชั่นมากที่สุด การทํางานที่มีแรงจูงใจตลอดเวลาจะช่วยให้พนักงานรู้สึกสนุกสนานและขยันขันแข็งในการทํางาน แต่เรื่องของการสร้างแรงจูงใจนี้ก็มีข้อควรระวังว่า ควรเป็นแรงจูงใจทางบวก พยายามให้แรงจูงใจเป็นการสร้างบรรยากาศของการ กระตือรือร้นในการทํางาน ไม่ใช่กลายเป็นการแข่งขันเอาเป็นเอาตาย เพราะว่าธรรมชาติของคนไทยส่วนใหญ่จะไม่ชอบบรรยากาศการแข่งขันอันเคร่งเครียด ดังนั้นเราต้องหาวิธีการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมกับธรรมชาติของคนไทยด้วย

  • การทําอินเวนทอรี่เช็ก

โดยเช็กสินค้าเข้าและสต๊อกสินค้าที่เหลืออยู่ และทําการตรวจสอบรายการที่ขาย เพราะหากเราเช็กสต๊อกสม่ำเสมอเราจะทราบว่าตัวเลขรายรับรายจ่ายสอดคล้องกับสินค้าที่ขายไปและสต๊อกสินค้าที่เหลืออยู่หรือไม่ แต่แน่นอนว่าวิธีนี้ก็อาจไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้ 100% แต่อย่างน้อยเป็นวิธีการที่สามารถป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างได้ผลที่สุด เนื่องจากการทุจริตของพนักงานอาจเกิดขึ้นได้เสมอ