เปิดร้านกาแฟแบบแฟรนไชส์หรือบริหารเองดีนะ?

เปิดร้านกาแฟแบบแฟรนไชส์หรือบริหารเองดีนะ?

ร้านกาแฟแบบบริหารเอง

ร้านกาแฟแบบบริหารเองมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนขนาดใหญ่ แล้วแต่ความสามารถของการลงทุน แต่คําถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด คือ แล้วร้านกาแฟที่บริหารกันเองโดยไม่มีสังกัดจะไปสู้ร้านใหญ่เงิน ทุนสูงได้อย่างไร คําตอบคือ สู้ไม่ได้หรอกในระยะแรก เพราะเรายังไม่มีชื่อเสียง แต่ถ้าคุณสามารถฝ่าฟันจนสร้างแบรนด์ตัวเองขึ้นมาได้ รับรองสู้ได้สบายมาก ลูกค้าของร้านกาแฟมีหลากหลาย มาจากทุกสาขาอาชีพ ใช่ว่าทุกคนจะต้องวิ่งเข้าไปดื่มกาแฟร้านดังเสียเมื่อไร หากคุณทําได้ดีในราคาถูกกว่า ใครจะไม่เลือก ข้อสําคัญให้ถามตัวเองทุกขณะจิตว่า “เราทําได้ไหม”

ด้วยเหตุที่ว่ากาแฟทุกวันนี้มีราคาแพงมาก ประมาณว่าแก้วละไม่ต่ำกว่า 50 บาท และขนม อาหาร รวมทั้งเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ขายในร้านกาแฟก็พลอยมีราคาสูงไปด้วย จึงทําให้เกิดปรากฏการณ์ที่ว่า ลูกค้าเรียกร้องการบริการและคุณภาพที่สูงตามไปด้วย ฉะนั้นร้านที่บริหารเองจึงมักพบกับปัญหาด้านการบริการที่สู้ร้านใหญ่ไม่ได้ แม้ว่าบางร้านจะมีตัวผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นมากก็ตาม แค่ตัวกาแฟอย่างเดียวไม่ใช่ปัจจัยสําคัญในการดึงลูกค้า แต่อย่างไรก็ตามร้านแบบนี้อาจจะใช้เงินลงทุนน้อยกว่าระบบแฟรนไชส์ แถมยังมีความยืดหยุ่นสูงกว่า เราอยากเอาขนมอะไรเข้าร้าน อยากแก้ไขปรับปรุงรูปแบบร้านอย่างไรก็ทําได้เลย ไม่ต้องรอคุยหรือขออนุมัติจากใคร วันๆ มีรายได้เข้าร้านเท่าไรก็เป็นของเราเนื้อๆ ไปเลย ก็อย่างว่าร้านเดี่ยวก็คือคิดคนเดียว ได้คนเดียวจะดีไม่ดีก็อยู่ที่เราคนเดียวนั่นเอง

ร้านในระบบแฟรนไชส์

ทุกวันนี้มีบริษัทที่มีความชํานาญเฉพาะทางให้บริการเปิดร้าน กาแฟในระบบแฟรนไชส์หลายแห่ง เช่น Amazon , Starbuck และอื่นๆ อีกมาก ชอบรูปแบบร้านไหนก็เข้าไปคุยกันได้ เคยถามพรรคพวกกันที่เขาทําร้านค้าขายในระบบแฟรนไชส์ เขาบอกว่าสบายดี มีคนมาช่วยกันคิดช่วยกันทํา เราออกเงินอย่างเดียว เกิดปัญหาก็มาสุมหัวกันหาทางแก้ เข้าทํานองสองหัวดีกว่าหัวเดียว

ค่าแฟรนไชส์ (franchise fee) เป็นค่าธรรมเนียมการใช้สิทธิของร้านกาแฟที่เราจะเข้าระบบของเขา เพื่อเอาชื่อไปดําเนินธุรกิจตามแนวทางของบริษัท มีกำหนดภายใน 10 ปีตามสัญญา ถ้าดําเนินกิจการแล้วสนุกยังสามารถต่ออายุได้อีกทุก ๆ 10 ปี

ค่ารอยัลตี้ (royalty fee) คือค่าสิทธิการใช้ชื่อที่เราเข้าสังกัด เพื่อดําเนินธุรกิจจําหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในร้าน โดยมีหลักเกณฑ์กว้างๆ ว่าค่ารอยัลตี้ จะคํานวณเป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดขายหักด้วยยอดซื้อวัตถุดิบที่สั่งซื้อจากบริษัทเรา

ด้วยวิธีนี้ ทางบริษัทจะสามารถผูกมัดลูกค้าให้ซื้อผลิตภัณฑ์จากร้านแม่ได้อย่างยั่งยืน เพราะหากผู้ที่มาเข้าระบบแฟรนไชส์เกิดไม่ชอบใจขนมของบริษัทแม่ จะคิดอ่านทําขึ้นมาขายเองหรือไปรับจากร้านอื่นที่ถูกใจกว่าก็เท่ากับว่ายอดที่จะถูกหักร้อยละ 3 ก็สูงขึ้น คือเสียผลประโยชน์ไปโดยตรงเห็นๆ

ค่าการตลาด (marketing fee) เพื่อให้การดําเนินกิจการร้านกาแฟของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทางบริษัทแม่จะกําหนดงบประมาณที่เป็นค่าใช้จ่ายของการตลาด เช่น การทําโฆษณาด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อเรียกแขกเป็นต้น โดยเราต้องจ่ายเงินสมทบในงบการตลาด 3% ของยอดขายหักด้วยยอดซื้อวัตถุดิบที่สั่งซื้อจากบริษัท

งบประมาณการลงทุน งบประมาณส่วนนี้ขอให้เข้าใจตรงกันว่าเราต้องเป็นผู้ออกเองทั้งหมด อันได้แก่ ค่าออกแบบ ค่าตกแต่งสถานที่และค่าป้ายชื่อร้าน ค่าอุปกรณ์เครื่องชงกาแฟ และอุปกรณ์อื่นๆ ในการทําธุรกิจ ค่าเครื่องเก็บเงิน และระบบข้อมูลตามที่บริษัทกําหนด ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนและการขออนุญาตต่างๆ ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการดําเนินธุรกิจ เงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินธุรกิจ

ระบบแฟรนไชส์เป็นการทําธุรกิจในระบบใหม่ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นส่วนกันทางการค้ามาด้วยกัน โตด้วยกัน ใช้ทรัพยากรทาง know how ร่วมกัน และใช่ว่าทางบริษัทที่ขายแฟรนไชส์เขาจะเออออกับทุกเจ้าที่ติดต่อเข้าไป เขาก็เลือกคู่ค้าเหมือนกัน เพราะเขาต้องเหนื่อยกับเราด้วย เช่น เวลาเราขาดคนบางทีเขาก็ต้องรีบหามาเสริมให้ โดยเฉพาะคนในตําแหน่งสําคัญ เช่นมือชงกาแฟประจําร้าน อะไรแบบนั้น จึงเข้าตำรากอดคอกันหากิน

จะเห็นว่าลงทุนกับร้านกาแฟระบบไหนก็จะเจอปัญหาไปกันคนละแบบ วิธีง่ายๆ ให้หาคุยกับร้านกาแฟหลายๆ ร้านดู หาข้อมูลทั้งรูปแบบเปิดเองและระบบแฟรนไชส์ โดยเฉพาะในระบบหลังนี้แต่ละแฟรนไชส์ที่มีความเขี้ยวต่างกัน ถ้าเป็นไปได้ต้องหาทางถามคนที่เขาเข้าระบบอยู่แล้วจะพอได้ข้อมูลทางลึกที่เป็นประโยชน์ แล้วค่อยๆ ล้อมกรอบความคิดลงมาให้เป็นพื้นที่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผลไม่ใช่อารมณ์