สิ่งที่ต้องคำนึงก่อนเปิดร้านกาแฟ

สิ่งที่ต้องคำนึงก่อนเปิดร้านกาแฟ

       “แค่รักคงไม่พอ” การดื่มกาแฟได้ถูกยกระดับไปสู่งานศิลป์เรียบร้อยแล้ว
ว่ากันว่าการดื่มกาแฟคือการละเลียดเครื่องดื่มที่พระเจ้าประทานมาให้
แล้วมนุษย์นําไปชงด้วยศาสตร์ด้วยศิลป์และด้วยใจ จนได้มาซึ่งกาแฟหนึ่งแก้ว
ราคากาแฟทุกวันนี้จึงไม่ใช่ราคาค่าน้ำร้อนบวกกับผงกาแฟ แต่เป็นค่างานศิลป์ ใครๆ
จึงอยากเข้ามาเป็นศิลปินกันยกใหญ่ ใครๆ ก็อยากมีร้านกาแฟสักร้าน
หลังจากได้ลองผิดลองถูกด้วยตนเองมาช่วงหนึ่งและจากการพูดคุยกับว่าที่เจ้าของร้านกาแฟหลายร้าน
พบว่าต่างก็มักมีเหตุผลในการเปิดร้านกาแฟไปต่างๆ นานา แต่นั้นเป็นเพียงเหตุผลทางใจและความอยาก
ซึ่งหลายประเด็นไม่ได้สอดคล้องกับความจริงทางธุรกิจเลย ข้อมูลที่ค้นพบมีความน่าสนใจในแง่ที่ว่า
นักลงทุนมือใหม่หรือสมัครเล่นจะมอง “อะไร ๆ " ห่างไกลจากความจริงมาก
หรือบางทีก็เรียงลําดับความสําคัญไม่ถูกต้อง เรียกว่าให้น้ําหนักผิดไป
ลองมาดูกันว่าคนสามกลุ่ม คือ คนที่อยากเปิดร้านกาแฟ ลูกค้าร้านกาแฟ
และนักการตลาดที่แท้จริงหรือนักลงทุนมืออาชีพ
นั้นได้ให้ความสําคัญของเงื่อนไขการเปิดร้านกาแฟเรียงตามลําดับไว้อย่างไร

มีใจรัก

แน่นอน คนจํานวนมากเชื่อว่าหากคุณจะทําอะไรสักอย่าง ต้องมีใจรักมาเป็นอันดับหนึ่ง
เมื่อเรารักเขาแล้ว ความรักนั้นจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราทําสิ่งนั้นจนได้ ซึ่งก็ไม่ผิด
แล้วร้านกาแฟน่ารักไหม น่ารักสิ เป็นร้านเล็ก ๆ ในฝันที่ผู้คนเข้ามาด้วยใจตรงกัน นั่นคือ รักกาแฟ
ลูกค้ามานั่งจิบกาแฟพร้อมกับอ่านหนังสือสักเล่ม บางคนอาจเป็นนักเขียนมานั่งสร้างจินตนาการ
บางคนเดินทางมาไกลเพื่อได้สัมผัสกับกาแฟร้านเรา เป็นการใช้เวลาสั้น ๆ ในหนึ่งวันอย่างมี

รสนิยม

เพื่อจะกลับออกไปด้วยสมองที่ปลอดโปร่งกว่าเดิม
เพื่อจะเริ่มวันใหม่ที่หอมกรุ่นไปทั้งวันและเพื่อเดินทางในชีวิตต่อไปอย่างมีระดับ
แต่ความรักนั้นมีหลายแบบ รักอะไรในกาแฟละ…กลิ่น รสหรือร้านกาแฟ
เกือบร้อยละร้อยของคนที่บอกว่ามีใจรักอยากมีร้านกาแฟนั้น
เขาว่ารักการดื่มกาแฟต่างหากและชอบดื่มกาแฟจนคิดว่ารู้เรื่องกาแฟดี
แต่ยังไม่ทันได้คิดถึงอะไรต่อมิอะไรที่ลําบากลําบนเหลือแสนกว่าจะได้กาแฟหนึ่งถ้วย
ก็เลยลืมไปว่าการเปิดร้านกาแฟนั้นเหมือนที่ฝรั่งว่า “ถ้ารักฉันก็ต้องรักหมาของฉันด้วย"

มีเงินทุน

ตรงนี้สําคัญมากๆ เลย จะทําอะไรต้องเอาเงินทุนมาคิดก่อนสิ่งใดทั้งหมด ทั้งเงินลงทุนแรกเริ่ม
เงินทุนหมุนเวียนประจําวัน ประจําเดือนและท้ายสุดคือเงินทุนเพื่อการทําชี้ อาจจะหกเดือน หนึ่งปี หรือสามปี ตามแต่เป้าหมายและความอดทนของเจ้าของร้าน รักมากก็ทนได้นานหน่อย
แต่รักน้อยก็ถอยดีกว่า ยิ่งตอนนี้ดอกเบี้ยธนาคารต่ําเตี้ยลงทุกวัน หุ้นก็ขึ้นๆ ลงๆ ตามคารมนักการเมือง หากคิดว่าไม่เดือดร้อนอะไรมากนัก ถอนเอาเงินมาลงทุนหากําไรก็น่าจะดีกว่าเก็บไว้เฉย ๆ
เพราะทุกวันนี้ขี้หมูขี้หมาขายเต้าฮวยก็ได้ผลตอบแทนดีกว่าฝากธนาคาร
แถมยังต้องคิดต่อว่าจะลงทุนระดับไหน ลงแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือลงแบบทุ่มทุนไปเลย
แต่ก็ต้องระลึกไว้เสมอว่า ลงทุนน้อยรวยน้อย ลงทุนมากเจ๊งมาก
มีอะไรๆ อยู่ในใจบ้างแล้ว

อาการนี้เป็นกันมากในกลุ่มนักลงทุนระดับเอสเอ็มอี โดยเฉพาะคนที่อยากมีร้านกาแฟ “อะไรๆ”
ที่ว่านี้มันคล้ายๆ ควันกาแฟที่ลอยอ้อยอิ่งกรุ่นอยู่ในสมอง เห็นภาพลูกค้านั่งอยู่ตรงมุมนั้นของร้าน
มีต้นไม้และชายน้ําเป็นฉากหลัง เห็นเคาน์เตอร์สวยตั้งอยู่กลางร้าน
มีพนักงานหน้าตาสดใสมือเป็นระวิงกับลูกค้า เครื่องชงกาแฟหน้าตาขลังกําลังทํางานแข่งกับเวลา ใต๊ะเก้าอี้
โคมไฟ จานขนม และอื่นๆ อีกมาก จินตนาการเหล่านี้กรุ่นอยู่ในหัวทุกวัน
ทุกคืนจนคุณต้องลุกมาทําให้มันเป็นจริงก่อนที่ควันฉุย ๆ พวกนั้นจะทําให้คุณแด๊ดิ้นด้วยความอยาก

มีทําเล
หลังจากวางความคิดเรื่องเปิดร้านกาแฟลงตัวแล้ว
คุณก็ออกมองหาทําเลซึ่งคิดเอาเองว่ามีอยู่ดาษดื่นไปในยุคเศรษฐกิจยังไม่พื้นเต็มตัว
มุมหนึ่งของตึกสํานักงาน ห้องแถวเก่าที่ทางบ้านเคยปล่อยเช่า หน้ามหาวิทยาลัย
ในโรงพยาบาลหรือแม้แต่ห้องแบ่งซอยย่านจอแจ
ถ้าขยันเดินสํารวจรับรองว่าเป็นต้องเจอเข้าสักแห่งและจะยิ่งน่าเปิดร้านกาแฟยิ่งขึ้นหากคุณมีทําเลอยู่แล้ว
ทําให้ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าค่าเช้ง ส่งผลให้สามารถยึดสายป่านการบริหารออกไปได้นานขึ้น
และปัจจัยทั้งสี่ประการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เพียงพอแล้วแน่นอนสําหรับการจะเปิด “ร้านกาแฟ”