หาตัวเองให้เจอ ก่อนเปิดร้านกาแฟ

หาตัวเองให้เจอ ก่อนเปิดร้านกาแฟ

กําหนดรูปแบบร้าน

เราควรลงมือกําหนดรูปแบบของร้านให้ชัดเจนโดยโฟกัสลูกค้าให้ได้ว่าน่าจะเป็นกลุ่มใด เช่น นักเรียน นักธุรกิจ พ่อบ้านแม่บ้าน ศิลปิน หรือนักท่องเที่ยว เป็นต้น ต่อมาก็กําหนดขอบเขตการบริการ เช่น ขายกาแฟเป็นหลักโดยมีขนมนมเนยติดร้านไว้เล็ก ๆ น้อย ๆ หรือขายกาแฟ แต่ยังดึงอาหารหนักเข้ามาเสริมรายได้ด้วย บางแห่งก็เปิดเป็นร้านคาเฟ่ หรือร้านหนังสือในร้านกาแฟ เป็นต้น เมื่อได้รูปแบบการขายชัดเจนพอประมาณแล้ว จะนําไปสู่รูปแบบการแต่งร้านและซื้ออุปกรณ์ให้เหมาะกับร้านต่อไป แต่พอเปิดไปสักพักอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามประเภทลูกค้า เช่น ตอนแรกคิดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาก แต่กลับไม่มีกลายเป็นคนทํางานแถวนั้นไปเสีย ก็ค่อยเริ่มปรับรูปแบบร้านไปตามนั้น ตั้งแต่รสชาติกาแฟ การบริการ และอาหารในร้าน จนลงตัวในที่สุด สรุปว่าที่สําคัญคือต้องกําหนดรูปแบบให้ได้เสียก่อนจะเปิดร้าน มิฉะนั้นจะลงทุนแบบเละเทะไม่มีจุดยืน ต่อมาถึงเราจะกําหนดรูปแบบร้านไว้ในใจแน่นอนแล้ว เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด ก็ควรรีบปรับตัวทันทีอย่ารอช้า ไม่มีอะไรในร้านกาแฟที่เปลี่ยนไม่ได้ นอกจากตัวเจ้าของร้าน

หลังจากค้นหาความต้องการของคนที่อยากมีร้านกาแฟ คนที่อยากเข้าร้านกาแฟและความน่าจะเป็นของการเปิดร้านกาแฟแล้ว พบว่ามีความคิดที่สวนทางกันอยู่มากมาย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ เพียงคุณต้องยอมรับว่า การจะเปิดร้านกาแฟนั้น แค่รักคง ไม่พอ !!

ร้านกาแฟคือร้านขายกาแฟที่ชงแล้วในรูปแบบต่าง ๆ และ อุปกรณ์ต่อพ่วงของการดื่มกาแฟ เช่น โดนัท เค้ก พาย และปาท่องโก๋ ตลอดเรื่อยไปจนถึงหนังสือ แม็กกาซีน อินเทอร์เน็ต และผู้จัดการ ร้านกาแฟ

กลุ่มคนที่คิดเหมือนกันคือต้องการเปิดร้านกาแฟนั้นแบ่งออก เป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ

  1. กลุ่มที่ทําด้วยใจรัก
  2. กลุ่มที่ทําด้วยสายตานักธุรกิจ

กลุ่มที่ทําด้วยใจรัก คือกลุ่มที่มองหากิจการเล็ก ๆ พอตัวหรือทําเพื่อเป็นไซด์ไลน์หารายได้เสริม จึงมองหางานที่ทําแล้วสุขใจไม่เครียด ตอบสนองความอยากของตัวเอง คืออยากมีร้านกาแฟสักร้านหนึ่ง เมื่อจะทําร้านด้วยใจจึงมักมองเห็นแต่ผลเลิศ หลับตาเห็นร้านสวยน่ารัก ลูกค้าอัธยาศัยดีและมีรายได้ต่อเนื่อง แต่ไม่ค่อยได้มองปัญหา เช่น การเทรนนิ่ง (training) บุคลากร งานเบื้องหลัง และการควบคุมคุณภาพ นี่ยังไม่นับเรื่องบัญชี ภาษี และรายละเอียดจุกจิกปลีกย่อยมากมายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกวัน ทําไปไม่นานความรักก็เริ่มจืดจางด้วยสารพันปัญหาจบลงด้วยความเบื่อและเลิกไปในที่สุด ยิ่งร้านที่เจ้าของเปิดไปด้วยทํางานประจําไปด้วย มีโอกาสล้มเหลวสูงที่สุด

วิธีแก้ปัญหาของกลุ่มนี้น่าจะต้องเริ่มด้วยการลดดีกรีความรักลงสักนิด แล้วเริ่มมองหาเหตุผลและยอมรับความจริงมากขึ้น รักนั้นจะสามารถยืนยาวได้ การลงทุนมือปสรรคมาก เช่นเดียวกับการจะร่วมหอลงโรงกับใครสักคน ถ้ารักกันจริงต้องยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น เช่น กลับบ้านดึก ติดเหล้าติดบุหรี่ หรือขี้บ่น ก็ต้องยอมรับ อย่าฝันว่าอยู่กันแล้วเราจะเปลี่ยนเขาได้ จะเปิดร้านกาแฟก็เช่น กัน ต้องมองให้ออกว่า “ธรรมชาติของธุรกิจ” นี้เป็นอย่างไร เรารับได้ไหม เช่น ทําเลไม่ค่อยดีจะลงทุนไหม คู่แข่งเยอะจะสู้ไหม และนี้เป็นงานบริการนะ รับมือไหวไหม ต้องหาคําตอบและทางแก้เอาไว้ก่อนให้พอมีเค้ารางเป็นจริง อย่าไปหวังว่าเปิดแล้วค่อยแก้กันไป หรือเดียวหาคนมาช่วยก็ได้

และหากยังสามารถนึกถึงปัญหาต่าง ๆ ได้อีก ให้เขียนใส่กระดาษเป็นบัญชีหางว่าวเอาไว้ หลังจากพบว่าคําตอบของคุณคือ Yes, I do. เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ ก็ลุยได้เลย

กลุ่มที่ทําด้วยสายตานักธุรกิจ กลุ่มที่ ๒ นี้เป็นพวกรักจริงหวังแต่ง ต้องการพัฒนาให้ร้านกาแฟเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน จึงมีการลงทุนทั้งด้านหาข้อมูลของธุรกิจ กล้าแย่งชิงทําเลเด็ดๆ ในราคาแพง จัดทีมงานมืออาชีพมาช่วยบริหารทําให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้มั่นคงกว่า และตัวเจ้าของลงมาดูแลทุ่มเทเต็มที่ ธุรกิจจะไปได้ไกลจนถึงขั้นขยายสาขาให้แฟรนไชส์หรือแตกไลน์เกี่ยวเนื่องได้ด้วย คนกลุ่มนี้อาจไม่ใช่นักธุรกิจใหญ่โตมากประสบการณ์อะไร แต่มีความตั้งใจจริง ทุ่มเทจริงจังและมีเวลาให้แก่ร้านเต็มที่ซึ่งสําคัญมาก เพราะทําให้เห็นปัญหาตลอด รู้ปัญหาจริงไม่ต้องฟังจากปากลูกน้องหรือผู้จัดการ และสามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที่แถมถูกจุดด้วย

นักลงทุนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่พวกให้แฟรนไชส์ชอบมาก เพราะเขาอยากลงทุนทําธุรกิจกับคนที่มีความตั้งใจจริง แล้วคุณล่ะ หาตัวเองเจอหรือยังว่าอยากอยู่ในกลุ่มไหน